Home Technical กลยุทธ์สำคัญกว่าเป้าหมาย เป็นอย่างไร

กลยุทธ์สำคัญกว่าเป้าหมาย เป็นอย่างไร

by admin
กลยุทธสำคัญกว่าเป้าหมาย-เป็นอย่างไร

ในแวดวงการลงทุน แน่นอนว่าเราคงเคยได้ยินว่า หุ้น หรือ SET Index จะไปที่เท่านั้นเท่านี้ ทำนายว่าอนาคตจะเป็นยังไง ฟันธงตัวเลขต่างๆนาๆ

และหลายๆทีก็เราก้มักจะเจ็บตัวเวลายึด”เป้าหมาย” พวกนี้ เป็นใหญ่…

แต่การเล่นหุ้นการลงทุนนั้น แท้จริงแล้วที่สำคัญกว่า “เป้าหมาย” คือ “กลยุทธ์”

แล้วกลยุทธ์กับเป้าหมายมันต่างกันยังไงละ?

เป้าหมายคือราคาอนาคตที่เราทำนายว่ามันจะไปถึงตรงนั้น
กลยุทธ์คือวิธีการซื้อ ถือ หรือ ขาย เพื่อทำกำไรและบริหารความเสี่ยงสำหรับแต่ละบุคคล

บางคนเข้าใจว่าสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน แต่มันต่างกันสิ้นเชิง
และนี่น่าจะเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตการลงทุนของผม..

ทำไมหละ?

หากย้อนกลับไปตอนที่ SET 1800 คาดว่าหลายคนคงมองว่า SET กำลังจะไป 2000
นั่นคือ “เป้าหมาย” ที่เราตั้งไว้ โดยที่ลืมตั้ง “กลยุทธ์” ว่าเราจะทำอะไร ซื้ออะไร Stop loss ตรงไหน “ถ้า SET ไม่ได้เป็นตามที่เราคิดไว้”
ทำให้หลายๆคนต้องอกหักตอนที่ SET ร่วงระนาวหลายร้อยจุดในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่ืองจากไปยึดติดกับเป้าหมาย

ทำไมถึงมีคนที่เวลา SET ขึ้นจาก 1200 ไป 1800 ไม่กำไรเลย
ทำไมถึงมีคนที่ซื้อหุ้น CPALL ตั้งแต่ 3 บาท แต่ขึ้นมา ถึง 80 บาทกลับขาดทุน
ทำไมพอร์ตบางคนไม่ติดลบเลยตอนหุ้นร่วงในช่วง โควิด

เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับกลยุทธ์

ยกตัวอย่าง นาย ก. ที่เล่นเอา “เป้าหมาย” นำ…
สมมุติเขารู้ว่าหุ้น ABC ตอนนี้ราคา 50 บาท และก็ซื้อไปที่ราคา 50 บาท
จากการอ่านงบ ดูภาพเศรษฐกิจ ดูกราฟอย่างละเอียด
เรามองว่าภายในปีนี้ ราคาต้องขึ้นไป 70 บาท

หุ้นก็ขึ้นมาตริง ขึ้นถึง 63 บาท แล้วค่อยๆ ไหลลงมาที่ 60, ที่ 55, และ ที่ 50 ทุนเรา… และไหลไปถึง 40 และ 30… และนิ่งสนิทอยู่แถว 20 บาท..
และเค้าก็ได้แต่บอก “รู้งี้”

ทีนี้ มาดูตัวอย่าง นาย ข. ที่เอา “กลยุทธ์” นำ…
เขามองหุ้นตัวเดียวกัน หุ้น ABC และซื้อที่ราคาเดียวกัน ที่ 50 บาทเช่นเดียวกัน

แต่เขามีกลยุทธ์ที่ชัดเขน เช่น

“ขายที่ 70; ขายครึ่งนึงเวลาเกิดสัญญาณ Overbought; ขายทันทีโดยไม่ดูราคาเวลาเกิดแทงแดงใหญ่พร้อมวอลุ่มออก, รอซื้อใหม่ตามแนวรับที่วอลุ่มหาย; Stop loss ถาวร เมื่อหลุด 47”

ในเวลาเดียวกันที่หุ้น ABC ขึ้นไปถึง 58 เกิดการ overbought, นาย ข. ขายกึ่งนึง, ขึ้นไป 63 แล้วราคาหุ้นทำสัญญาณกลับตัวราคาลงมาที่ 60 นาย ข. ขายหุ้นหมดโดยไม่ยึด 70 บาท เป้าหมายตัวเองเป็นหลัก และมาซื้อใหม่แถว 52 บาทตอนที่ Volume เริ่มหาย. และ ขายหยุดขาดทุนที่ 47 เวลาราคาไหลหลุดลงไป

จะเห็นได้ว่า นาย ข. โดยรวมแล้วยังกำไร ในระหว่างที่ นาย ก. ขาดทุนแม้ทั้งสองซื้อที่ราคาาเดียวกันและมองเป้าหมายเท่ากัน…

ยกตัวอย่างอีกเรื่อง

สมมุติ ราคาทองคำ ณ ตอนนี้เป็น ขาขึ้น และตอนนี้ราคาอยู่ที่ 1700 ดอลล่าร์
สำหรับคนที่ซื้อจาก 1400 ตอนที่ Indicator ต่างๆอยู่ข้างล่าง กลยุทธ์ของเขาคือถือยาวและจะ Lock Profit หากราคาลงมาแตะ 1500
ในระหส่างที่คนที่ยังไม่ได้ซื้อมา อาจซื้อ ที่ราคา 1700 ได้เนื่องจาากยังเป็นขาขึ้น แต่ต้องซื้อในจำนวนที่น้อยๆเนื่องจากราคามีสัญญาณซื้อมากไป ในหลายๆ Timeframe แล้ว และเขาจะต้องตั้ง Stop loss ไว้ใกล้กว่าาคนที่ซื้อมาจาก 1400 เพื่อลดความเสี่ย

แม้สุดท้ายแล้วทั้งสองมองว่าราคาทองคำจะไป 2,000 แต่การขยับเคลื่อนไหวของราคาอาจจะทำให้เราเสียหยาได้หากวางกลยุทธ์ในการเข้าออกไม่ดี

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนเริ่มสงสัยแล้วถ้าเราเป็น VI ต้องการถือไปเป็นสิบๆปี จะไปสนใจกลยุทธ์มากมายทำไมถ้าเรามั่นใจมากๆว่ามันจะไปถึงราคานึงในอนาคต. เราก็เพียงแต่ถือไปเรื่อยๆ รอจนถึงวันนั้น

ในมุมมองนี้ เข้าใจได้เลยครับ
แต่ก็มีมุมอื่นที่น่าคิดด้วย

1. แล้วถ้ามันไม่ถึงเป้าหละ? แม้ในชั่วชีวิตเราอาจจะไม่กลับมาทุถึงนเราด้วยซ้ำ. ก็เท่ากับว่าเราเอาเงินไปลดมูลค่าตัวมันทุกวัน สู้เอาไปฝากธนาคารยังจะได้ดอกเบี้ยเล็กน้อยมาบ้างดีกว่าไหม
2. แล้วถ้าหากเงินลงทุนนั้นไม่ได้เป็นเงินเย็นที่ไม่ต้องใช้ไปอีกหลายสิบปีหละ? ทุกคนไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หลาย 100 ล้นาาที่ถ้าหากผิดทางใดไป จะปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆได้
3. แล้วถ้าวันนึงพื้นฐานในอนาคตเปลี่ยนไปหละ? เราจะรับได้ใช่ไหมกับการที่ต้องตัดใจออกตอนที่ราคาชิงลงมากองรอก่อนที่ความจริงทุกอย่างจะปรากฏ

ที่กล่าวมา ไม่ได้บอกการถือยาวไปตลอดเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ผมเป็นคนนึงที่เชื่อว่าการถือยาวในตัวที่ดีให้ผลตอบแทนในระยะยาวได้ดีมาก
และเอาเข้าจริง การเลือกซื้อถือยาว คัดตัวดีๆ ตัดใจตอนพื้นฐานาเปลี่ยนจริงๆ ก็นับว่าเป็น “กลยุทธ์” แล้ว สำหรับคนที่เล่นสไตล์ VI หรือมองในเชิงมูลค่าอย่างแท้จริง

การที่ วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ขาย Kraft Heinz ที่ราคา 90 แล้วตอนนี้ลงมาที่ 30 ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีกลยุทธ์
เขามีกลยุทธ์ของเขาในการซื้อถือแบบ VI
แต่จะขาดทุนหรือกำไรยังไงมันก็ต้องเป็นอีกเรื่องว่ากลยุทธ์แบบนี้ดีหรือไม่ดีและควรปรับยังไงในอนาคต ซึ่งไม่ได้เป็นใจความสำคัญของบทความนี้

แต่สิ่งที่กำลังจะสื่อคือ ไม่ว่ากลยุทธจะสั้นหรือยาว เราต้องมีมันไว้ติดตัว เพราะถ้าเรามัวสนใจแค่ “เป้าหมาย” ตามที่คนอื่นเล่าหรือเช่ือ สุดท้ายแล้วเราอาจจะต้องใช้คำว่า “รู้งี้” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้ครับ

related posts